พฤษภาคม 2017

ในเมืองเจนีวาประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีเงินดิจิตอลสกุลนึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแข่งกับผู้ริเริ่มในวงการอย่างบิทคอยน์ โดยจุดขายของเหรียญที่ว่านี้คือการผูกตัวเองเข้ากับทรัพยากรที่น่าสนใจอย่างน้ำมัน เงินสกุลดิจิตอลที่มีชื่อว่า Bilur ถูกสร้างโดยองค์กรบริหารงบประมาณที่มีฐานในลอนดอนนามว่า R Fintech ทีใช้เทคโนโลยีทันสมัยอย่างบิทคอนย์มาเป็นตัวช่วยเสริม
โดยทางองค์กรได้กำหนดค่าของเหรียญ 1 Bilur ให้เทียบได้กับน้ำมัน Brent ดิบ 6.5 บาร์เรลซึ่งจะมีมูลค่าประมาณ 356 ดอลลาร์ องค์กรน้ำมันที่มีฐานในเท็กซัสนามว่า Hockley ได้ทุมอบน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรลเป็นทุนเป็นการสนับสนุนเหรียญดังกล่าว และยังบอกกับ R Fintech อีกว่าจะเพิ่มให้มากกว่านี้ถ้า Bilur เป็นที่นิยม
เหมือนกับบิทคอนย์ Bilur ก็ใช้เทคโนโลยีบล๊อคเชนเช่นกัน โดยจะมุ่งเป้าที่บุคคลผู้สนใจในการแลกเปลี่ยนเงินดิจิตอล แต่ยังชอบเก็บออมหรือลงทุนในทรัพยากรณ์ที่มั่นคง
ด้วยความเสี่ยงในตอนแรก คงจะไม่มีผู้ขายคนใดมองว่า Bilur จะมีราคาค่างวดแบบเป็นรูปธรรม ซึ่งต่างจากบิทคอยน์ที่ตอนนี้ได้รับการยอมรับโดยผู้รับแลกเปลี่ยนและร้านค้าเกือบทั่วโลก R Fintech บอกว่ามันจะมีมูลค่ามากขึ้นจากการเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการที่จะเรียกเก็บจากผู้ถือ Bilur ประมาณ 3 เปอร์เซ็นทุกๆปี คำว่า “Bilur” เป็นภาษาถิ่นของชาวแบสค์มีความหมายว่า “โซ่” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเทคโนโลยีบล๊อคเชน



นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์สัญชาติอังกฤษนามแฝงว่า MalwareTech นั้นได้ค้นคว้าหาวิธีหยุดการแพร่ระบาดของโปรแกรมเรียกค่าไถ่ WannaCry ที่กำลังระบาดอย่างหนักบนคอมพิวเตอร์ทั่วโลกในขณะนี้ โดยโปรแกรมที่ว่านี้จะทำการเข้ารหัสและล็อกไฟล์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ และบังคับให้เหยื่อจ่ายค่าไถ่เป็นเงิน 300 ดอลลาร์ในรูปแบบของบิทคอยน์เพื่อกู้ไฟล์คืน
WannaCry นั้นสามารถที่จะอาศัยช่องโหว่ทางด้านความปลอดภัยของ Windows เพื่อเข้ามาโจมตีได้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และใช้เครื่องมือในการแฮคที่เชื่อว่าถูกขโมยมาจาก NSA (National Security Agency)
โปรแกรมเรียกค่าไถ่ตัวนี้ระบาดอย่างหนักในเครื่องคอมพิวเตอร์ราวๆ 75,000 เครื่อง รวมทั้งโรงพยาบาล 48 แห่งในประเทศอังกฤษ

การแก้ไขแบบไม่ได้ตั้งใจ

MalwareTech ได้ค้นพบโดเมนเนมที่ยังไม่ได้ถูกซื้อในโปรแกรม WannaCry และทำการซื้อมันมาด้วยราคาเพียงแค่ 10.69 ดอลลาร์ หลังจากนั้นก็ทำการใส่โค้ดลงไป และชี้โดเมนไปยัง sinkhole (เซอเวอร์ที่คอยทำหน้าที่ค้นหาและวิเคราะห์เส้นทางการทำงานของ WannaCry) ซึ่งภายหลังโดเมนตัวนี้ได้กลายเป็นไม้ตายในการเข้าควบคุมเจ้าโปรแกรมเรียกค่าไถ่ตัวนี้โดยสมบูรณ์
ก่อนหน้านี้เจ้าโดเมนตัวนี้ถูกตั้งใจให้ไม่ถูกซื้อและจดทะเบียน เพื่อให้ WannaCry ทำงานได้ปกติ กล่าวโดย MalwareTech
โดเมนเปรียบเสมือนฟีเจอร์ sandbox ที่ระบบรักษาความปลอดภัยใช้ทดสอบโคดใน environment ที่ว่างเปล่า โดยโดเมนที่ทาง MalwareTech ได้ทำการลงทะเบียนไปนั้นถูก ping ไปหาเครื่องคอมที่ตกเป็นเหยื่อในตอนนี้
ดังนั้นโดเมนจึงเปรียบเสมือน anti-sandbox ที่ทางผู้ทำ WannaCry นั้นลืมคิดถึงข้อนี้ไป กล่าวโดย MalwareTech
นาย Cisco Talos รวมถึงบริษัทรักษาความปลอดภัยอื่นๆได้คอนเฟิร์มว่าการโจมตีของ WannaCry ได้สิ้นสุดลงแล้ว ต้องขอบคุณ MalwareTech อย่างไรก็ตามเครื่องคอมพิวเตอร์ที่กำลังตกเป็นเหยื่อของโปรแกรมตัวนี้อยู่ยังไม่สามารถหาวิธีไหนมาแก้ไขได้

Shadow Brokers อยู่เบื้องหลังการโจมตี?

นาย Cisco กล่าวว่าเจ้าโปรแกรมเรียกค่าไถ่ตัวนี้ถูกปลดปล่อยโดย Shadow Brokers หรือกลุ่มนักแฮคที่เชื่อว่าเพิ่งจะใช้เครื่องมือแฮคของ NSA มาไม่นานมานี้
นาย Cisco กล่าวว่าพวกเขาจะพยายามที่จะติดตั้ง WannaCry ลงในคอมพิวเตอร์ของเหยื่อในทุกๆรูปแบบ โดยเฉพาะทาง backdoor ผ่านเครื่องมือที่ชื่อว่า DoublePulsar ที่เพิ่งจะรั่วไหลออกมาจาก Shadow Brokers ไม่นานมานี้ ถ้าหาก backdoor ไม่ได้ถูกเชื่อมโยงกับเครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมายนั้น มันจะทำการหาช่องโหว่ใน Microsoft OS Server Message Block ที่เป็นระบบแชร์ไฟล์ผ่านเน็ตเวิร์ค
เหยื่อหลายๆคนถูกเตือนว่าอย่าจ่ายเงิน 300 ดอลลาร์เด็ดขาด
โดยตอนนี้ทาง Microsoft และบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสได้แนะนำวิธีป้องกัน WannaCry แล้ว
ทาง Microsoft ได้ทำการออกแพทช์สำหรับ Windows XP ที่ก่อนหน้านี้ทาง Microsoft หยุดให้การซัพพอร์ทไปแล้ว รวมไปถึงการแนะนำให้ปิดการใช้งาน SMBv1 โพรโตคอล
ส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งวินโดวส์เวอชั่นล่าสุดนั้นถือว่าปลอดภัยจากการถูกโจมตี


ออสเตรเลียได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะใช่บิทคอนย์ “เหมือนเงินจริง” ในปีนี้และจะไม่มีการตรวจว่าเก็บภาษีสองเท่า
ในการสรุปงบประมาณของปี 2017-2018 รัฐบาลออสเตรเลียมีแผนที่จะ “ทำให้ง่ายดายขึ้น” สำหรับบริษัทที่ต้องการจะทำธุรกิจเกี่ยวกับบิทคอยน์ในประเทศ โดยจะทำการแก้ไขช่วงโหว่ด้านภาษีการค้าที่ก่อนหน้านี้มีปัญหาซึ่งส่งผลให้ทางบริษัทต้องจ่ายภาษีมากกว่าหนึ่งครั้ง
“รัฐบาลจะทำให้ธุรกิจเทคโนโลยีเงินดิจิตอลเพื่อการขับเคลื่อนประเทศมีความง่ายดายยิ่งขึ้น” โดยสรุป
“ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม การซื้อเงินดิจิตอลจะไม่ถูกตรวจสอบภาษีการค้า การอนุญาติให้เงินดิจิตอลจะถูกใช้เหมือนเงินจริงเพื่อจุดประสงของภาษีการค้า ในขณะนี้ผู้บริโภคที่ใช้เงินดิจิตอลต้องเสียภาษีการค้าสองครั้ง ครั้งแรกคือเมื่อซื้อเงินดิจิตอล และอีกครั้งเมื่อใช้มันสำหรับแลกสินค้าและบริการ”
ออสเตรเลียมีปัญหาเกี่ยวกับกฎข้อบังคับของเงินดิจิตอลจนกระทั้งไม่นานมานี้ ข้อสรุปที่ว่าเก็บภาษีสองครั้งเดิมทีเกิดจาก การที่มีผู้ที่ดำเนินการที่เป็นที่รู้จักหลายคนออกจากประเทศเมื่อปี 2014 ในขณะที่เทคโนโลยีเริ่มตามหลังตลาดที่ธุรกิจกำลังมีอิสระที่มากขึ้น
นวัตกรรมการเงินที่เกี่ยวกับบล๊อคเชนแผ่กระจายไปทั่วในปีนี้ และลักษณะงบประมาณที่ตัดออกมาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแว้ดล้อมของออสเตรเลีย “นวัตกรรมจะขับเคลื่อนการเติบโตของกำลงการผลิตในออสเตรเลีย” ยังคงดำเนินต่อไป
“รัฐบาลยืนยันว่าจะทำให้เห็นว่าออสเตรเลียจะเป็นผู้นำโลกในเรื่องเทคโนโลยีการเงิน และจะมุ่งเป้าให้ธุรกิจนวัตกรรมการเงินท้องถิ่นเป็นผู้นำระดับโลก”

ทีมนักพัฒนาระดับนานาชาติได้ประกาศว่าพวกเขาเปิดตัวเงินดิจิตอลสกุลใหม่ในวันที่ 7 มิถนายน หลังจาก การเปิดขายก่อนกำหนด ซึ่งเคลมว่าถูกออกแบบมาเพื่อการทำธุรกรรมที่ไม่สามารถติดตามและไม่ระบุตัวตนแก่ผู้ใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
INTCoin อ้างว่าจะเป็นรุ่นถัดไปของเงินดิจิตอลที่มีพื้นฐานจากบล๊อคเชน ที่ใช้ข้อได้เปรียบของเทคโนโลยีบล๊อคเชนที่ให้ความปลอดภัยและไม่เปิดเผยตัวตนแก่ผู้ใช้ ด้วย 50 ทรานแซคชั่นใน 1 วินาที
Alessio Evers ผู้พัฒนาหลักของ INTCoin ได้ให้สัมภาษณ์กับ Cointelegraph ว่าเหตุใดถึง INTCoin ถึงถูกสร้างขึ้นมา
“เราคิดว่าความปลอดภัยคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของเงินดิจิตอล แต่มีโปรเจคอื่นๆอีกมากมายที่ให้บริการแก้ไขปัญหาที่ไม่มีอยู่จริงและละเลยสิ่งนี้ไป” Alessio กล่าวว่า “จากมุมมองของเรา เราคิดว่าข้อมูลการชำระเงินส่วนตัวของผู้ใช้ จะต้องเป็นส่วนตัวในทุกๆด้าน”
ก่อนที่ INTCoin จะเปิดตัว ทีมได้จัดการขายก่อนกำหนดถึงสามครั้ง ครั้งแรกได้จบแล้ว ขณะที่ครั้งที่สองเพิ่งจะจบลงเมื่อ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ และครังที่สามจะจบลงเมื่อ 5 มิถุนายน ในขณะที่รายงานข่าวเหรียญ cryptocurrency อยู่นี้ เหรียญ INTCoin ได้ถูกซื้อไปแล้ว 1,701,874.45 เหรียญ ในราคา 2799 INT ต่อ 1 BTC

ไม่เปิดเผยอย่างสมบูรณ์

ในระหว่าช่วงการขายก่อนกำหนด ทีมหวังว่าจะขายได้ประมาณ 5 ล้านเหรียญ ซึ่งเงินที่ได้จากการขายก่อนกำหนดจะนำไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีตอนที่เปิดตัวและเพื่อพัฒนาทีม
หนึ่งในจุดขายที่ผู้สร้าง INTCoin เน้นถึงคือ AniNote protocol ซึ่ง Alessio กล่าวว่า มันคือเวอชั่นที่ถูกปรับปรุงของ CryptoNote protocol ซึ่งมีฟังชั่นที่ช่วยให้เหรียญคริปโตที่ถูกขุดออกมานั้นมีความไร้ตัวตนโดยสมบูรณ์ในแบบที่มันควรจะเป็น
ยังมีเหรียญคริปโตอีกเหรียญนามว่าMonero ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่การพัฒนา หนึ่งในเงินดิจิตอลที่ใช้ CryptoNote รวมถึง Dash
Monero ซึ่งถูกคิดว่าว่าเป็นที่นิยมในวงการเงินดิจิตอลเพราะมันมี feature ความเป็นส่วนตัวที่เฉพาะตัวที่ทำให้ไร้ตัวตนโดยสมบูรณ์และแทบจะไม่สามารถติดตามได้ อย่างไรก็ตามการอัพเดทลายเซ็นใน CryptoNote Protocol ทำให้ ความเป็นไปได้ในการระบุตัวตนผู้ใช้งานบน AniNote นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
จากการสัมภาษณ์ของ Cointelegraph กับนาย Mikhael Klirond จาก INTCoin บอกว่าเงินสกุลนี้แตกต่างจากเงินสกุลอื่นอย่าง Monero เพราะมันใช้ประโยชน์จากลายเซ็นต์หลายช่อง (multichannel signature)
“ระบบ multichannel signature ทำให้ node หลายๆตัวสามารถทำงานร่วมกันได้สำหรับการผสมเหรียญ อีกทั้งยังสามารถผสมผสานขั้นตอนที่ซับซ้อนในการช่วย sign ให้ผู้ใช้งานแค่คนเดียว”
Mikhael บอกว่า “ความเจ๋งของมันคือมันสามารถทำให้ระดับของการผสมเหรียญอยู่ในระดับสูงสุด โดยมี node หลักๆอีกหลายๆตัวมาทำงานด้วย”

ความคุ้มค่าสำหรับผู้ขุดและความง่ายต่อผู้ใช้

ในขณะที่มีเหรียญ altcoins อยู่มากมายบนตลาดแล้ว ทีมของเขากำลังทำงานและวางแผนการเปิดตัวของ INTCoin อย่างจริงจัง และเชื่อว่าผลงานของเขาจะมอบความสะดวกสบายและการเข้าถึงสำหรับผู้ใช้และผู้ขุดตามแบบที่พวกเขาต้องการ
ทีมที่จัดตั้งขึ้นโดยนักพัฒนามากมายที่มีประสบการณ์ในการให้บริการเทคโนโลยีทางการเงินแก่วงธนาคารเอกชนในเอเชียตะวันออก พวกเค้าวางแผนที่จะใช้วิธีในการเพิ่มมูลค่าของเหรียญโดยการผสมผสานระหว่างอัลกอริทึ่ม proof-of-stake (PoS) และ proof-of-work (PoW) ที่สอดคล้องกันในการมอบ reward ที่เหมาะสมแก่ผู้ขุดโดยทุกๆบล๊อคจะถูกสร้างทุกๆ 45 – 55 วินาที
ทีมพัฒนาพยายามทำให้ process ในการกลายเป็นผู้ถือ proof-of-stake หรือ POS holder ให้ง่ายขึ้นโดยการลดข้อบังคับในการถือเหรียญลง นอกจากนี้ยังเชื่อและหวังว่าสกุลเงินที่ไม่เปิดเผยตัวตนจะดึงดูดผู้ใช้ที่เสาะหาความเป็นส่วนตัวในการใช้เงินดิจิตอล และนั่นจะช่วยเพิ่มมูลค่าของมัน
ตามข้อจำกัดของ INTCoin หลังจาก 70 ปีผ่านไปจะมีเหรียญออกมาประมาณ 91 ล้านเหรียญ นาย Mikhael อธิบายว่า รางวัลของ ผู้ขุดแบบ PoW จะมีประมาณ 47 เปอร์เซ็นต์หรือ 42.7 ล้านเหรียญ งบประมาณตั้งต้นจะเป็น 4.5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเหรียญทั้งหมดและการเพิ่มงบประมาณจะทำให้มันกลายเป็น 8.5 เปอร์เซ็นต์
ตามที่ Mikhael บอกนั้น เหรียญที่ออกมาจะลดลง 3 เปอเซ็นทุกๆ 180 วันและ 5.9 เปอเซ็นต่อปี
“การลดรางวัลอย่างอัตราคงที่เป็นรูปแบบที่ดึงดูดทั้งผู้ขุดและผู้ถือ” เขากล่าว “มันจะทำให้ง่ายขึ้นในการที่จะทำนายความน่าจะเป็นของรางวัลสำหรับผู้ขุดหนึ่งคนและจะไม่มีความไม่สมดุลหรือการรวมศูนย์กลาง (Centralized) ในการขุดหลังจากการแบ่งรางวัล หรือการลดรางวัลแบบปุปปัปในแต่ละช่วง ”

ไม่มีปัญหาเรื่องความยืดหยุ่น

ต่างจากบิทคอยน์ที่ขณะนี้กำลังมีปัญหาเรื่องความยืดหยุ่นที่ทำให้ ชุมชนแตกความเห็นเป็นสองด้าน INTCoin จะไม่มีปัญหานี้ในอนาคต INTCoin เข้าใจถึงปัญหาความยืดหยุ่นของบิทคอนย์ที่พยายามเพิ่มปริมาณการทำธุรกรรมในเน็ตเวิร์คไปสู่ 42-50 ธุรกรรมต่อวินาที Klirond กล่าว
“ในช่วงหลายปีถัดไปของการพัฒนา INTCoin พวกเราไม่จำเป็นต้องขยายขนาดของเน็ตเวิร์ค โดยการทำ sidechains เพิ่มขนาดบล๊อค ใช้ช่องทางในการชำระเงิน หรือวิธีใดๆเลย” เขากล่าว
สำหรับผู้ที่มีความสนใจอยากจะซื้อ INTCoin นั้นสามารถเข้าไปซื้อได้ที่นี่


กฎหมายใหม่เกี่ยวกับการซื้อขายแลกเปลี่ยนบิทคอยในประเทศจีนที่จะครอบคลุมเว็บเทรดทุกเว็บที่เปิดให้บริการในประเทศจีนเตรียมคลอดออกมาภายในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ อ้างอิงสำนักข่าวจีน Caixin นั้นได้ระบุว่าธนาคารกลางแห่งประเทศจีน (PboC) นั้นกำลังเตรียมร่างกฎหมายและแนวทางสำหรับเว็บผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนบิทคอยในประเทศจีนเพื่อให้สอดคล้องกับกฏหมายเกี่ยวกับการป้องกันการฟอกเงินและสิทธิผู้บริโภค
โดยผู้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการเงินในประเทศจีนนั้นได้เผยว่าขั้นตอนการตรวจสอบเว็บเทรดบิ๊ก 3 ในจีนอย่าง OkCoin, BTCChina และ Huobi นั้นใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ขั้นตอนที่เหลือคือการออก “บทลงโทษ” ต่อเว็บเทรดต่างๆที่ทำผิดกฎ ซึ่งจะส่งผลให้เว็บเหล่านั้นต้องถูกปรับ
มากไปกว่านั้น ผู้ใช้งานทุกคนในเว็บเทรดของประเทศจีนทุกเว็บจะต้องยืนยันตัวตนแบบเต็มรูปแบบให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนที่จะทำการเทรดและถอนเงินของพวกเขาออกจากเว็บ โดยในส่วนนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือเพื่อป้องกันการฟอกเงินนั่นเอง

ปีที่น่าสนใจของบิทคอยในจีน

สำหรับนักเทรดบิทคอยในจีนนั้น ปีนี้ถือเป็นปีที่มีความน่าสนใจมากกว่าปีที่ผ่านๆมา อย่างแรกคือราคาของบิทคอยน์ที่พุ่งทะลุ 1,000 ดอลลาร์เป็นครั้งในรอบสามปีเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2017 และหลังจากนั้นภายในสัปดาห์เดียวกัน เว็บเทร็ดบิ๊ก 3 อย่าง OkCoin, BTCChina และ Huobi ก็ถูกทาง PBoC ประกาศว่าจะเข้าตรวจสอบว่าทางเว็บเทรดนั้นเปิดให้บริการโดยผิดกฏหมายหรือไม่

นักเทรดในจีนยังไม่สามารถถอนเงินออกมาได้

ในขณะที่กฎหมายใหม่ที่กำลังจะออกมาในไม่ช้านี้อาจจะช่วยทำให้การเทรดบิทคอยน์ในประเทศจีนถูกควบคุมให้อยู่ในลู่ทางมากขึ้น หลายๆฝ่ายออกมาคาดหวังว่าทางรัฐบาลจะอนุญาตให้ทางเว็บเทรดเปิดให้บริการถอนเงินออกจากเว็บเทรดได้ในเร็วๆนี้
สิ่งหนึ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งคือ ถึงแม้ว่านักเทรดในจีนจะไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ แต่ราคาในเว็บเทรดจีนทุกเว็บนั้นกลับพุ่งขึ้นแบบไม่น่าเชื่อ โดยในสัปดาห์ที่แล้วราคาของบิทคอยน์ในจีนนั้นกลับวิ่งตามราคาโลกไปอยู่ที่ 11,000 หยวนต่อ 1 บิทคอยน์

นขณะที่ธนาคารที่ยังล้าหลังทั่วโลกกำลังพยายามค้นหาวิธีที่จะเอาชนะบิทคอยน์ ตั้งแต่คิดค้นผลิตบล็อกเชนของตัวเองขึ้นมา ไปจนถึงออกกฎหมายทางด้านการเงินที่เข้มงวดออกมาต่างๆมากมาย แต่อย่างน้อยก็ยังมีอีกหนึ่งธนาคารที่หันมาโอบกอดบิทคอยน์แทน
ธนาคาร Norwegian Skandiabanken นั้นกำลังเตรียมตัวออกผลิตพันธ์บริการใหม่ที่จะสามารถทำให้ลูกค้าสามารถเปิดบัญชีกระเป๋าบิทคอยน์กับธนาคารได้, สามารถที่จะตรวจสอบยอดจำนวนบิทคอยไปพร้อมๆกับยอดเงินในบัญชีธนาคารไปได้พร้อมๆกัน อ้างอิงจากสำนักข่าวในประเทศ E24

ทคโนโลยีบล็อกเชนและธนาคาร

เมื่อไม่นานมานี้ช่วงต้นปี มีบริษัทผู้เชี่ยวชาญทางด้านฟินเทคนามว่า PricewaterhouseCoopers ได้ออกรายงานเกี่ยวกับฟินเทคทั่วโลก โดยรายงานฉบับนี้มีแหล่งอ้างอิงจากการเก็บกลุ่มตัวอย่างจากผู้บริหารทางด้านการเงินราวๆ 1,300 คน โดยแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนนั้นกำลังไปได้สวย ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายมาพยายามสกัดกั้นก็ตาม โดยไม่ได้มีเพียงแต่ธนาคารรายใหญ่เท่านั้น แต่ก็ยังมีบริษัททางด้านการเงินอีกหลายๆแห่งพยายามที่จะหาวิธีกระโดดเข้ามาหาลู่ทางทำธุรกิจในวงการนี้ด้วยเช่นกัน อันที่จริงแล้ว มีราวๆ 77% ของกลุ่มตัวอย่างที่มีความประสงค์อยากจะปรับเปลี่ยนและอัพเกรดระบบของพวกเขาให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีบล็อกชเนได้ภายในปี 2020
ธนาคาร Skandiabanken ได้เข้าร่วมกลุ่มธนาคารระดับโลกอื่นๆอีกมากมายในการทดสอบใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนที่ว่านี้ ถึงแม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกของพวกเขาในการเข้ามารู้จักกับ cryptocurrency เหล่านี้เมื่อไม่นานมานี้เอง โดยยังมี R3 ที่เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่เป็นผู้ให้บริการทางด้านเทคโนโลยี ledger รวมไปถึงสมาชิกสำคัญอย่างธนาคารใหญ่ๆระดับโลกเช่น JP Morgan, UBS, Santander Bank, CME Group และ Goldman-Sachs ที่หันมาสนใจเทคโนโลยีบล็อกเชนอีกด้วย

บิทคอยในประเทศนอร์เวย์

การประกาศการซัพพอร์ทบิทคอยของธนาคารในประเทศนอร์เวย์นั้นส่งผลให้กลุ่มผู้ใช้งานบิทคอยในประเทศนอร์เวยเกิดความครึกครื้น นาย Christoffer Hernaes หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมและการพัฒนาของ Skandianbanken ได้ให้สัมภาษณ์กับ E24 ว่า “เราทราบดีว่าบิทคอยน์เป็นอะไรบางอย่างที่ผู้คนอยากจะหันมาลงทุนกับมัน เราคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าที่จะหันหน้าเข้าหามัน มากกว่าที่จะคิดว่านี่เป็นเรื่องบ้าบอ”

โดยในขณะที่กำลังรายงานข่าวบิทคอยน์อยู่นี้ ผู้ใช้บริการของ Skandiabanken สามารถที่จะเชื่อมต่อกับบริการกระเป๋าบิทคอยน์อื่นๆอย่างเช่น Coinbase เข้ากับหน้า dashboard ของเว็บธนาคาร ซึ่งพวกเขาสามารถที่จะมองเห็นจำนวนบิทคอยน์ของพวกเขาในบัญชี อย่างไรก็ตาม ธนาคารกำลังวางแผนที่จะเพิ่มฟีเจอร์กระดานซื้อขายเข้าไปในระบบในอนาคตอันใกล้นี้

ราคาบิทคอยพุ่งขึ้นจนทะลุ 1500 ดอลลาร์ต่อ 1 บิทคอยแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยตัวแปรหลักๆนั้นสามารถคาดการณ์ได้จากปัจจัยหลายปัจจัยต่าง ๆ
โดยราคาเจ้าเหรียญตัวนี้ได้เพิ่มมามากกว่า 7% ตั้งแต่เริ่มสองวันแรกของเดือนพฤษภาคมมานี้
สาเหตุหลักๆของการขึ้นของราคานั้นมาจากเทรดเดอร์ในประเทศญี่ปุ่นที่มีมากขึ้น และเว็บ bitFlyer สัญชาติที่เรียกได้ว่าเป็นเว็บผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้
สถิติปัจจุบันได้แสดงให้เห็นว่าค่าเงินเยนของญี่ปุ่นนั้นเป็นคิดเป็น 52.35% ของโวลลุ่มในการเทรดบิทคอยเมื่อ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยมี ดอลลาร์เป็น 28.12%, เงินหยวน 8.23%, เงินยูโร 4.92% และเงินวอน 2.9%
การเพิ่มขึ้นของราคานั้นได้แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการเทรดที่มีความผันผวนสูง โดยมูลค่าตลาดรวมนั้นสูงเกือบถึง 700 ล้านดอลลาร์ อ้างอิงจาก CoinMarketCap

บิทคอยดึงความสนใจจากนักลงทุน

เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกกำลังหลั่งไหลมาสู่บิทคอย
นาย Brian Kelly ผู้ก่อตั้ง Brian Kelly Capital นั้นเพิ่งจะเริ่มเปิดตัวบริษัททุนในรูปแบบดิจิตอลสำหรับนักลงทุนนอกประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนกระเป๋าหนาที่เป็นบริษัทสำหรับเทรดค่าเงินดิจิตอลโดยเฉพาะ
นาย Brian ได้กล่าวว่าสินทรัพย์ดิจิตอลเหล่านี้คือ “เงินจริง” ที่ใช้กันบนอินเทอร์เนต
อีกตัวแปรสำคัญหนึ่งเกี่ยวกับการขึ้นของราคาที่นาย Brian ได้ทิ้งท้ายไว้นั่นก็คือการต่อต้าน Bitcoin Unlimited ของกลุ่มผู้ใช้งานบิทคอยน์ที่อาจลงเอยด้วยการแบ่งแยกบิทคอยออกให้กลายเป็นสองเหรียญ โดยในขณะนี้กระแสของผู้ใช้งานส่วนใหญ่ต้องการให้อัพเกรด Bitcoin Core มากกว่าที่จะใช้ Bitcoin Unlimited

ราคาของ Altcoins ที่มากขึ้น

นักวิเคราะห์จากหลายๆฝ่ายได้ชี้ถึงความสนใจของนักลงทุนต่อเหรียญ altcoin อื่นๆอย่างเช่น Ethereum ที่ราคาเพิ่งจะถึงจุดพีคมาเมื่อไม่นานนี้ โดยมีสาเหตุมาจากความต้องการที่มีมากขึ้น โดยเจ้าเหรียญ altcoin เหล่านี้มักจะถูกซื้อและขายกับบิทคอย
ราคาเหรียญ Ethereum นั้นเพิ่งจะวิ่งไปแตะจุดสูงสุดแห่งใหม่เมื่อไม่นานมานี้ โดยข้ามผ่านไปที่ 80 ดอลลาร์ อ้างอิงจาก NASDAQ เมื่อสองเดือนที่แล้วมันยังมีราคาเพียงแค่ 15 ดอลลาร์ต่อเหรียญเท่านั้น
ส่วน Litecoin หรือเหรียญ altcoin รุ่นเก๋าก็ไม่น้อยหน้า ราคาของมันเพิ่งจะพุ่งขึ้นได้ไม่นานหลังจากที่มีการประชุมเรื่อง SegWit ในกลุ่มบิทคอย โดยภายในเมื่อ 30 วันที่ผ่านมานั้น ราคาของเหรียญ Litecoin ได้เพิ่มขึ้นจาก 6.74 ดอลลาร์ไปสู่ 15 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา

อะไรทำให้ผู้คนในญี่ปุ่นเริ่มหันมาเทรดเหรียญคริปโต

รายงานฉบับหนึ่งจากสำนักข่าว Nikkei ได้เผยให้เห็นว่ามีราวๆ 18 บริษัทในญี่ปุ่นที่กำลังเตรียมตัวยื่นขอใบอนุญาตจากรัฐบาลเพื่อเปิดให้บริการรับแลกเปลี่ยนบิทคอยในญี่ปุ่น โดยมีราวๆ 10 กว่าบริษัทที่เป็นน้องใหม่ในวงการ และกำลังแสวงหาโอกาสในการกระโดดก้าวเข้ามาเพื่อทำกำไรกับธุรกิจนี้
การเทรดค่าเงินระหว่างเงินเยนและบิทคอยน์ได้ทำให้ประเทศญี่ปุ่นออกภาษีสำหรับการซื้อสินค้าด้วยบิทคอยน์ถึง 8% ตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยทางการญี่ปุ่นกำลังวางแผนที่จะยกเลิกภาษีศุลกากรโดยจะมีผลในเดือนกรกฏาคมที่จะถึงนี้


ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นเพิ่งจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่เริ่มอ้าแขนรับบิทคอยแบบจริงจัง ก็มีบริษัทที่มากกว่า 10 บริษัทที่กำลังจะเตรียมตัวออกมาเปิดให้บริการแลกเปลี่ยนบิทคอย เพื่อรองรับอุปสงค์ที่กำลังมีมากขึ้นทุกวัน
อ้างอิงจาก Nikkei ดูเหมือนว่าในตอนนี้ตลาดบิทคอยในประเทศญี่ปุ่นกำลังเติบโตใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มีบริษัทราวๆมากกว่า 10 บริษัทที่อยากจะกระโดดเข้ามาทำธุรกิจผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนที่ว่านี้ เพราะเชื่อว่าให้ผลตอบแทนที่สูง
หากลองมาดูดีๆแล้ว ความสนใจในตัวบิทคอยที่ล้นหลามนี้เกิดขึ้นมาไม่นานหลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นออกมาประกาศกฏหมายขึ้นทะเบียนบิทคอยให้ถูกกฏหมายนั่นเอง ซึ่งส่งผลให้มีทั้งนักเทรดและนักลงทุนต่างก็หลั่งไหลเข้ามาในญี่ปุ่น
โดยขณะนี้มีร้านค้าต่างๆมากมายทั่วญี่ปุ่นที่เริ่มปรับตัวตามกฎหมายใหม่ที่ว่านี้ โดยคาดการณ์ว่าจะมีราวๆ 260,000 ร้านค้าที่เริ่มรับบิทคอยภายในสิ้นปีที่จะถึงนี้

อุตสาหกรรมที่ทำให้ถูกกฎหมายมักลงท้ายด้วยความไปได้สวย

ทางสำนักข่าว Nikei ได้ออกมารายงานว่ามีราวๆ 18 บริษัทที่กำลังเตรียมตัวขอใบอนุญาตเพื่อเตรียมเปิดธุรกิจ โดยได้อ้างอิง Japanese Cryptocurrency Business Association หรือองค์กรคริปโตเคอเรนซีแห่งประเทศญี่ปุ่น โดยลิสบริษัทเหล่านี้ได้รวมเอารายชื่อผู้ให้บริการเทรดบิทคอยอยู่ด้วย อย่างเช่น bitFlyer หรือผู้ให้บริการเทรดบิทคอยที่ใหญ่ที่สุด อย่างไรก็ตาม ทางสำนักข่าวเปิดเผยเพียงแค่ว่ามีราวๆ 10 บริษัทที่เป็นน้องใหม่ เพิ่งจะก้าวเข้าวงการนี้ได้ไม่นาน
หนึ่งใน 18 บริษัทที่กำลังยื่นขอใบอนุญาตนั้นเป็นบริษัทที่ให้บริการทางด้านการธนาคารโดยมีคริปโตเคอเรนซีเป็นรากฐานที่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว โดยมีนามว่า SBI Group ซึ่งได้ทำการ
เปิดตัว SBI Virtual Currencies Co., Ltd., หรือผู้ให้บริการเว็บเทรดระหว่างเงินเยนกับเหรียญคริปโตอื่นๆ
ในรายงานยังได้กล่าวถึงบริษัทผู้ให้บริการทางด้านเว็บโฮสนามว่า GMO Internet Group ที่กำลังเตรียมเปิดให้บริการเว็บเทรดเหรียญคริปโตอีกด้วย อีกทั้งยังมี Money Partners Group หรือผู้ให้บริการเทรดเหรียญคริปโตแบบมีมาร์จินคล้ายๆเทรดฟอเร็กซ์ และบริษัท Kabu.com Securities ที่กำลังวางแผนจะเข้ามาในวงการนี้อีกเช่นกัน
กระนั้น ในรายงานไม่ได้กล่าวถึง 3 ยักษ์ใหญ่ธนาคารอย่าง MUFG, Mizuho และ SMBC โดยพวกเขาเหล่านี้เป็นนักลงทุนบนเว็บ bitFlyer หรือเว็บเทรดเหรียญคริปโตที่ใหญ่ที่สุด
“เหรียญ digital currencies นั้นยังถือว่าใช้กันค่อนข้างน้อยในญี่ปุ่น” รายงานโดย Nikkei “แต่มันสามารถที่จะทำให้การส่งเงินหากันถูกลงได้ในอนาคต”

ราคาของบิทคอยนั้นได้พุ่งขึ้นสูงกว่าครั้งที่ผ่านมาโดยทำจุด ATH ที่สูงกว่า 1400 ดอลลาร์ต่อ 1 บิทคอย อ้างอิงจาก Bitstamp Price Index เมื่อเช้านี้
โดยเพดานสูงสุดนั้นอยู่ที่ 1425 ดอลลาร์บน Bitstamp เมื่อวานนี้ ซึ่งแซงจุด ATH ของเมื่อเดือนมีนาคมมาซึ่งอยู่ที่ 1350 ดอลลาร์ โดยหลายๆคนเชื่อว่าสาเหตุของการพุ่งขึ้นของราคาครั้งนี้เกิดจากการนำกองทุนบิทคอยกลับมาปัดฝุ่นวิเคราะห์และตรวจสอบอีกครั้งโดย SEC
ตั้งแต่เมื่อต้นปี 2017มานั้น มูลค่าของบิทคอยได้เพิ่มขึ้นมาราวๆ 42%
ส่วนราคาบน Coinbase นั้นได้ทะลุ 1460 ดอลลาร์ไปแล้ว



ธนาคารแห่งประเทศกัมพูชากำลังเริ่มต้นวางแผนและติดตั้งระบบบล็อกเชนสำหรับระบบการจ่ายเงินสำหรับประชาชน โดยมีหุ้นส่วนเป็นบริษัท Soramitsu จากญี่ปุ่นซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่รู้จักกันดีในการทำโครงการ Hyperledger กับ Linux Foundation
ทางธนาคารกลางและบริษัท Soramitsu นั้นได้ตกลงกันที่จะศึกษาและแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันโดยใช้ระบบ open source ที่มีชื่อว่า Hyperledger Iroha หรือโครงการบล็อกเชนที่ถูกคิดค้นโดยบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น โดยระบบ Iroha ที่ว่านี้มีความสามารถในการสร้าง reusable component ใรภาษา C++ ซึ่งทำให้นักพัฒนาเว็บ, แอพมือถือและซอฟแวร์สามารถที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการ Hyperledger ดังกล่าวนี้
สืบเนื่องมาจากการที่ธนาคารแห่งกัมพูชานั้นกำลังมองหาระบบการจ่ายเงินแบบใหม่ โดยอ้างอิงจากสำนักข่าว Nikkei นั้น ได้มีการคอนเฟิร์มว่าเป้าหมายของโครงการดังกล่าวถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนชาวกัมพูชาสามารถโอนเงินหาสู่กันได้ปลอดภัยกว่า และค่าธรรมเนียมถูกกว่า
รายงานนั้นได้บอกว่าทางธนาคารกลางเลือกบริษัทญี่ปุ่นที่ว่านี้ให้มาช่วยพัฒนา หลังจากที่พิจารณาตัวเลือกหลายๆตัวเลือกที่มีอยู่ โดยเลือกระบบ Iroha ของ Soramitsu ที่มีความสามารถในการขยาย transaction ได้ราวๆ 1 พันเท่าหากเทียบกับบิทคอย
แอพของ Hyperledger Iroha และการใช้ระบบบล็อกเชน
ประเทศกัมพูชานั้นเพิ่งจะมาจริงจังกับเทคโนโลยีด้านการจ่ายเงิน ที่ผ่านมาตู้ ATM นั้นก็ยังมีไม่ทั่วถึง อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยเผยให้เห็นออกมาว่ามีประชาชนราวๆ 41% ของทั้งประเทศที่มีโทรศัพท์ Smartphone ใช้ โดยเพิ่มขึ้นมา 21% จากเมื่อปี 2015 ซึ่งเหตุผลดังกล่าวนี้เองอาจส่งผลให้ทางรัฐบาลกัมพูชาต้องมองหาระบบการจ่ายเงินไฮเทคเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก และนั่นก็คือเทคโนโลยีบล็อกเชน
“เทคโนโลยีด้านการเงินนั้นกำลังมาถึงจุดเปลี่ยนด้านประวัติศาสตร์” กล่าวโดยนายคาสุมาสะ มิยาซาวะ หัวหน้าฝ่าย Operation ของบริษัท Soramitsu

“กับการทำงานร่วมกับธนาคารแห่งกัมพูชานั้น เราจะได้เห็นก้าวแรกของระบบการจ่ายเงินที่มีความเสถียรมากขึ้น ซึ่งเราหวังว่าจะขยายระบบนี้ไปทั่วโลกในอนาคตข้างหน้า”

แหล่งที่มา 

มีราวๆ 600 Bitcoin Unlimited node เกิดอาการแครชเมื่อวานนี้ โดยร่วงลงมาจาก 720 จนเหลือ 180 จนตอนนี้ก็เริ่มมีการกลับมาเปิดใช้ไปแล้ว 458 node ในขณะที่ mining node นั้นดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ โดยส่วนแบ่ง hashrate นั้นยังคงอยู่ที่ 41% นายแอนดรูว์ คลิฟฟอร์ด ประธานของ Bitcoin Unlimited foundation ได้ออกมาประกาศว่า
“เป็นที่น่าเสียดายว่าการรัน FULL BLOCK และการมี MEMPOOL ขนาดมหึมานั้นถือเป็นเรื่องยากมากสำหรับการทำ BLOCK PROPAGATION ในขณะที่ยังปล่อยให้ BLOCK ที่มีขนาดใหญ่กว่ามีความยืดหยุ่น ตัวแก้ไขได้ถูกเตรียมออกมาแล้ว แต่ในระหว่างนี้ โปรดทดลองใช้ขนาด MAXMEMPOOL=20 ใน BITCOIN.CONF.”
โดยการล้มเหลวในการทำงานของ Bitcoin Unlimited node นั้นถูกประกาศเมื่อวานนี้ขณะที่เขาประสบปัญหาที่น่าจะเชื่อว่าเป็นปัญหาของหน่วยความจำรั่วไหล โดยหลังจากนั้นมีราวๆ 400 node ที่ crash จนไม่สามารถทำงานได้ ในขณะที่คนบางกลุ่มคาดเดาว่าอาจจะเป็นบั๊ค

หนึ่งในผู้ให้บริการเทรดบิทคอยผ่านเว็บที่ใหญ่ที่สุดของจีนได้เลียนแบบ Bitfinex ในการหยุดให้บริการการฝากเงินเข้าระบบเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยให้เหตุผลว่ามีปัญหากับธนาคาร
โดยการประกาศนั้นถูกโพสลงบนเว็บไซต์ OkCoin.com เมื่อสองวันก่อน และก็ถูกแชร์กันในหมู่นักเทรดบิทคอย ใจความของเนื้อหาประกาศมีดังนี้
“เริ่มตั้งแต่วันนี้ (18 เมษายน 2017) ทาง OKCOIN จะทำการหยุดให้บริการฝากเงินสกุลดอลลาร์ชั่วคราวเนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับธนาคาร โปรดอย่าโอนเงินเข้ามาเนื่องจากการโอนของคุณจะถูกปฏิเสธโดยธนาคาร เรากำลังเร่งหาทางแก้ในการทำให้บริการฝากเงินกลับมาใช้ได้เป็นปกติอีกครั้ง เงินในบัญชีของคุณจะยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ ทางเราต้องขออภัยในความไม่สะดวก”
การตัดสินใจดังกล่าวดูเหมือนจะเกิดขึ้นตามหลังเว็บ Bitfinex ที่เพิ่งจะออกมาประกาศหยุดให้บริการฝากเงินเข้าบัญชีเช่นเดียวกันก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
ดูเหมือนการประกาศในเว็บ Bitfinex นั้นจะใกล้เคียงกับของ OkCoin ตรงที่พวกเขาก็มีปัญหากับธนาคารเหมือนกัน แต่เป็นของใต้หวัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทาง Bitfinex ได้ออกมาคอนเฟิร์มว่าจะมีความล่าช้าในการฝากเงินสกุล USD แต่แล้วก็ต้องหยุดให้บริการการฝาก
ทว่าราคาของบิทคอยบนเว็บ OkCoin จะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด โดยราคาสูงสุดของเมื่อวานอยู่ที่ 1225.95 ดอลลาร์ต่อ 1 บิทคอยเมื่อวานนี้ และในขณะที่กำลังรายงานข่าวสารบิทคอยอยู่ขณะนี้ ราคาของ OkCoin อยู่ที่ 1250 ดอลลาร์ต่อ 1 บิทคอย

สืบเนื่องจากประกาศของหนึ่งในเว็บผู้ให้บริการเทรดบิทคอยที่ใหญ่ที่สุดในโลกหรือ Bitfinex ได้ประกาศขอหยุดให้บริการฝาก โดยส่งผลให้นักเทรดเริ่มกลัวว่าจะเหมือนกับคราวของ Mt Gox ที่ปิดตัวและหอบเงินหนีไปเมื่อก่อนหน้านี้
โดยเว็บเทรดดังกล่าวนี้ได้ออกมาประกาศถึงการที่พวกเขาไม่สามารถรับฝากเงินได้ โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยเป็นการประกาศที่เสริมจากการประกาศของสัปดาห์ก่อนหน้านี้ในเรื่องของความล่าช้าในการฝากเงินดอลลาร์
ข้อความจากในการประกาศมีใจความว่า
“เริ่มตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน เงินที่ถูกฝากเข้าบัญชี BITFINEX จะถูกป้องกันและปฏิเสธโดยธนาคารใต้หวัน โดยจะมีผลกับเงินทุกสกุล ณ ขณะนี้”
เป็นที่น่าสังเกตว่า Bitfinex นั้นไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมากนักเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างธนาคารและเว็บเทรดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาโดยส่งผลให้ไม่สามารถโอนเงินได้ (ทำให้ทางเว็บเทรดต้องหันไปฟ้องศาล และขอยกฟ้องในสัปดาห์ต่อมา)
ในขณะที่ Bitfinex นั้นได้ออกมาประกาศถึงการที่พวกเขากำลังหาทางในการแก้ไขปัญหาของธนาคาร นักเทรดหลายๆคนก็ออกมาแสดงความกังวลตามๆกัน
นาย Jacob Eliosoff ผู้จัดการเงินทุนได้ออกมาพูดคุยถึงเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ที่ส่งผลทำให้นักเทรดหลายๆคนมีความวิตกกังวล และได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบของการหยุดการฝากเงินที่อาจนำพามาซึ่งการกดดันของตลาดได้
“เรื่องแบบนี้เราคงจำกันได้ดีจากกรณีของ Mt Gox เมื่อตินที่เขามีปัญหาในการให้บริการถอนเงินสด” เขากล่าว “นักลงทุนส่วนใหญ่ต่างก็แก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนเงินในบัญชีให้เป็นบิทคอยเพื่อที่พวกเขาจะสามารถถอนมันได้ โดยการเปลี่ยนเป็นบิทคอยนั้นก็ต้องทำการซื้อผ่านเว็บ และเมื่อต่างคนต่างซื้อมาก ราคาก็พุ่งสูงขึ้นตาม”
นาย Jacob ยังได้กล่าวอีกว่านักเทรดบางคนอาจใช้จังหวะนี้ในการทำ arbitrage ในการฝากบิทคอยเพื่อขายในราคาสูงกว่าตลาดโลกและรอราคาลงเพื่อซื้อเป็นบิทคอยกลับมาอีกครั้ง
นาย Charles Hayer ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ CryptoCompare ได้ออกมากล่าวในเนื้อหาที่ใกล้เคียงกัน
“ปัญหาของระบบธนาคารของ Bitfinex ส่งผลให้คนบางกลุ่มสามารถหาผลประโยชน์ในการทำกำไรเป็นบิทคอยได้จากเว็บเทรด”

ค่าสเปรดที่สูงขึ้น

เนื่องมาจากปัญหาดังกล่าวนี้ ส่งผลให้ค่า spread ในเว็บ Bitfinex สูงกว่าปกติ ซึ่งบางครั้งก็สูงถึง 50 ดอลลาร์เลยทีเดียว อ้างอิงจากข้อมูลของ CryptoCompare
โดยเมื่อวานนี้ ราคาบิทคอยบนเว็บ Bitfinex มีราคาขายอยู่ที่ 1,235 ดอลลาร์ตอน 6 โมง 55 นาทีเวลาสหรัฐฯ โดยเทียบกับราคา 1,185 ดอลลาร์บนเว็บ Bitstamp และ 1,190 บนเว็บ GDAX


มีผู้คนมากมายที่ได้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงในวงการเหรียญ cryptocurrency แบบนับไม่ถ้วน ด้วยการจ่ายเงินลงทุนไปในสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเหรียญเหล่านั้นน่าจะเป็นของจริง ถึงแม้ว่าจะมีผู้หวังดีหลายคนมาออกแคมเปญรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับเหรียญ cryptcurrency ที่เป็นของแท้และไม่ได้หลอกลวงแล้วนั้น แต่ก็ยังมีร้านค้าและู้ใช้งานมากมายยังออกมาอ้างถึงความแท้ของเหรียญที่พวกเขาใช้
นาง Angelina Lazar หรือนักเศรษฐศาสตร์อิสระและผู้เชี่ยวชาญทางด้านเหรียญ cryptocurrency ได้ออกมาแนะนำใครก็แล้วแต่ที่มีความประสงค์จะเข้าไปสมัครงานบริษัทสายฟินเทคเกี่ยวกับ altcoins ต่างๆ ว่าให้ทำการวิจับและค้นคว้าเกี่ยวกับเหรียญนั้นให้ดี และก็ทำการศึกษาแนวคิดและที่มาของเหรียญนั้นๆว่ามันถูกทำขึ้นมาเพื่ออะไร โดยองค์ความรู้และวิธีการต่างๆได้ถูกเปิดสอนแล้วในสถาบันอย่างมหาวิทยาลัย Nexxus

OneCoin หรือเหรียญหลอกลวงอันดับ 1 ของโลก

สำหรับนาง Angelina Lazar นั้น เธอได้ตั้งให้ OneCoin เป็นเหรียญที่ได้ขึ้นชื่อว่าหลอกลวงอันดับ 1 ของโลก โดยสงครามระหว่างนาง Angelina กับ OneCoin นั้นได้ทำให้เธอกลายเป็นคนมีชื่อเสียงขึ้นมาทันที เธอยังกล่าวอีกว่าเธอหวังที่จะให้ OneCoin เปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงอย่างละเอียดภายในเดือนหน้า
นี่คงเป็นสิ่งที่เธอเรียกว่าสงครามอันดุเดือดระหว่างทีม Angelina กับ OneCoin โดยอ้างอิงจากนาง Angelina จะเห็นว่าทีมของเธอได้ต่อสู้จนส่งผลให้บัญชีธนาคารทั้งหมดของ OneCoin ต้องถูกปิดตัวลง และแม้แต่ UnionPay ของจีนก็ไม่ได้หันมาแล OneCoin อีกต่อไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม นาง Angelina ได้กล่าวว่าบอสใหญ่ของ OneCoin ก็ยังไม่เลิกราที่จะยัง “แถ” ในการบอกกับสาวกทั้งโลกของพวกเขาว่าทาง OneCoin กำลังจะเป็นที่นิยมในหมู่สาธารณะ โดยเธอได้ให้สัมภาษณ์ว่า
“จะมีเว็บเทรดที่ไหนบ้าง (นอกจาก NIBIRU) ที่จะกล้ารับเอาบริษัทของมันมาออกสู่สาธารณะเมื่อบริษัทของพวกมันกำลังถูกตำรวจตรวจสอบอยู่ และเจ้า CEO ก็ดูเหมือนว่าจะไปไม่รอดเช่นเดียวกับบริษัทของมันน่ะแหละ นั่นเป็นเคสสองเคสที่แตกต่างกัน ในประเทศสองประเทศที่แตกต่างกัน และเมื่อพวกมันไม่มีแม้แต่บัญชีธนาคารที่จะสามารถใช้ได้ในชื่อของพวกมันสักบัญชี หรือแม้แต่บัญชีปลอมอื่นๆที่พวกมันใช้ในการฟอกเงินก็ถูกปิดลงเช่นกัน?”
แหล่งที่มา 

ธนาคาร Saxo ได้ออกมาให้คำทำนายที่ค่อนข้างจะสุดลิ่มทิ่มประตู โดยอ้างถึงเหตุผลในครั้งนี้ว่าการใช้จ่ายงบประมาณของนายโดนัล ทรัมป์ สามารถที่จะเป็นเชื้อเพลงในการผลักดันราคาของบิทคอยน์ให้ทะยานขึ้นสูงไปแตะเพดานที่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 บิทคอยน์ (ราวๆ 71,000 บาท) รวมถึงการขึ้นราคาของเงินดอลลาร์อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ตลาดโลกเริ่มมองหาตัวเลือกการใช้จ่ายอื่นๆ
หลายๆคนเริ่มออกมาทำนายผลกระทบที่จะเกิดขึ้นถึงแผนการการใช้จ่ายงบประมาณของโดนัล ทรัมป์ที่อาจจะส่งผลให้หนี้ของประเทศสูงถึง 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอาจจะกระทบงบประมาณของรัฐที่อาจจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าจาก 600 ล้าน เป็น 1.2-1.8 ล้านๆดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราวๆ 6-10% ของเศรษฐกิจรวมของสหรัฐอเมริกาที่ 18.6 ล้านๆดอลลาร์
นี่อาจส่งผลให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงและอาจบีบให้ทาง Federal Reserve ต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยและทำการรัดเข็มขัด ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบไปสู่ตลาดที่เพิ่งเปิดใหม่ และประชาชนทั่วโลกอาจจะต้องมองหาตัวเลือกการใช้จ่ายใหม่ที่ไม่ผูกติดกับธนาคารกลาง
ทางรายงานบอกว่า
“ถ้าระบบธนาคารทั่วโลกหรือประเทศจีนและรัสเซียเริ่มหันมารับบิทคอยน์ควบคู่ไปกับ ค่าเงินดอลลาร์รวมถึงระบบการเงินแบบเก่า นั่นอาจจะทำให้เราได้เห็นราคาของบิทคอยน์พุ่งสูงขึ้นเป็นสามเท่าในปีหน้า จากราคา 700 ดอลลาร์ เป็น 2100 ดอลลาร์ก็เป็นได้ โดนสืบเนื่องมาจากธรรมชาติของบิทคอยน์ที่ใช้ใช้เทคโนโลยีแบบการกระจาย และการส่งเงินทั่วโลกที่มีค่าธรรมเนียมแบบต่ำมาก”

จีนเติบโตเกินกว่าที่คาดเดาไว้

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ทางจีนได้จำกัดการนำเจ้าทองเพื่อป้องกันไม่ให้เงินไหลออกนอกประเทศ โดยทางจีนยังวางแผนที่จะร่างกฏหมายเกี่ยวกับการนำเข้าทองอีกด้วย
จากปัจจัยของความสัมพันธ์กันระหว่างค่าเงินหยวนกับบิทคอยน์ โวลลุ่มการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์จีนอาจจะส่งผลกระทบต่อราคาบิทคอยน์ถึงแม้ว่าทางรัฐบาลจีนกำลังพยายามหาวิธีแกไขปัญหาการอ่อนค่าของเงินหยวน ซึ่งลดลงถึง 5.8 เปอเซนต์ในปีนี้
ธนาคาร Saxo ยังเผยอีกว่าจีนจะเติบโตขึ้นเกินกว่าที่คาดเดาไว้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยยังบอกอีกด้วยว่าการที่เศรษฐกิจจีนอยู่ในช่วงโตช้าช่วงนี้เป็นสิ่งที่เคยทำนายไว้แล้วว่าเกิดจากการที่มีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนโดยคิดเป็นแค่ 50% ของ GDP ในขณะที่หนี้ทั้งหมดคิดเป็นถึง 237% ของ GDP
การอัดฉีดจากนโยบายทางการเงินของรัฐบาลจีน บวกกับการเพิ่มงบประมาณเข้าไปในตลาดที่มากขึ้นส่งผลให้จีนมีอัตราการเจริญเติบโตทางด้านการบริโภคสูงขึ้นเกินกว่าที่ทางธนาคาร Saxo ได้คาดการณ์ไว้ โดยตัวเลขอาจพุ่งถึง 8% ในปีหน้า

จำคิม ดอทคอมได้ไหม

วันที่โดนัล ทรัมป์จะเริ่มดำรงตำแหน่งประฐานาธิบดีคนใหม่จะถูกคอนเฟิมอีกทีในเดือนมกราคมที่ตะถึงนี้ โดยเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่นายคิม ดอทคอมจะเปิดตัวโปรดักใหม่ที่มีชื่อว่า Megaupload 2.0
ทาง Saxo ได้ทำนายถึงราคาของบิทคอยน์ที่จะเพิ่มขึ้นสามเท่าตัว (ซึ่งนใขณะนี้อยู่ที่ราวๆ 760 ดอลลาร์ต่อ 1 บิทคอยน์) ซึ่งตรงกับที่นายคิม ดอทคอมเคยทำนายไว้ว่าการมาของ Megaupload และโปรดักกระเป๋าเงินบิทคอยน์ใหม่ของพวกเขาที่ชื่อว่า Bitcache สามารถที่จะดึงราคาของทคอยน์ให้สูงถึง 2000 ดอลลาร์ต่อเหรียญได้ โดยอ้างอิงจากคำกล่าวอ้างของทีมงาน Megaupload ว่าโปรดักใหม่ของพวกเขาจะสามารถแก้ปัญหา ”การขยายขนาด” ได้
โดยบริการใหม่ที่ว่านี้ จะเป็นการรวมเอาระบบ Cloud sharing, ระบบป้องกันการแอบฟัง/ดู, ฝากไฟล์วีดีโอ, และบริการ bitcoin caching แบบออนไลน์มาไว้ด้วยกัน โดยอ้างว่าสามารถที่จะให้บริการผู้คนได้ในจำนวนที่เทียบเท่ากับประชากรของประเทศฟิลิปปินส์ (ราวๆ 103 ล้านคน) โดยจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้

อินเดียเตรียมพร้อมที่จะรับ Bitcoin แล้ว

ราคาของบิทคอยน์เพิ่มขึ้นหลังจากที่ประเทศอินเดียประกาศยกเลิกใช้ธันบัตร 500 และ 1000 รูปี รวมถึงข่าวที่ตามมาอีกว่าทางรัฐบาลอินเดียอาจจะแบนการนำเข้าทอง หลังจากที่ราคาของทองพุ่งทะยานขึ้นสูงสุดในรอบสองปีเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งสองสิ่งนี้ผนวกกับการตื่นตัวและเริ่มศึกษาค้นคว้าในเรื่องบิทคอยน์ของรัฐบาลอินเดียที่จะแล้วเสร็จก่อนปี 2561 อาจจะส่งผลให้ราคาวิ่งไปถึงจุดที่ทำนายไว้
ในหน้าเว็บไซต์ Payment and Settlement Systems in India: Vision-2018 ของธนาคารกลางอินเดียได้บ่งชี้ว่าทางธนาคารกลางอินเดียจะทำการเฝ้าดูระบบเค้าโครงสำหรับเทคโนโลยี/นวัตกรรมใหม่ เพื่อที่จะ “ให้แน่ใจว่ากฏหมายสามารถที่จะอยู่ในระดับเดียวกับเทคโนโลยีได้โดยให้ส่งผลกระทบกับการชำระเงิน, การพัฒนาในระดับโลกเช่นเทคโนโลยี blockchain และอื่นๆ จะต้องถูกทำการเฝ้าดูและขึ้นทะเบียนอย่างถูกกฏหมายตามที่เห็นสมควร”
สิ่งนี้จะทำให้ระบบการใช้จ่ายในประเทศมีสเถียรภาพมากขึ้น เทคโนโลยีดังกล่าวนั้นเติบโตไวมาก ทางธนาคารกล่าว
ทาง Zebpay ได้ให้สัมภาษณ์กับ Coin Telegraph ว่าการพูดคุยเกี่ยวกับบิทคอยน์ตอนนี้ยังไงก็ต้องมีคำว่าอินเดียมาเกี่ยวข้อง เพราะบิทคอยน์ในอินเดียตอนนี้ถือเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกสำหรับยุคที่คนจะเลิกถือเงิน โดยเฉพาะคนอินเดียนับนับพันล้านคนที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่พวกเขาสามารถเดินไปจับจ่ายใช้สอยได้โดยไม่ต้องพกเงินสดแม้แต่รูปีเดียว
ทาง Zebpay กล่าวว่า “เราได้หลุดออกมาจากยุคใช้สายมาสู่ยุคมือถือสมาร์ทโฟนเต็มตัวแล้ว และอินเดียก็เช่นกันที่หลุดออกมาจากยุคเงินพลาสติกมาสู่ยุคเงินแห่งเทคโนโลยีแล้ว


นายโมหิด คาลรา CEO ของบริษัท Coinsecure มีทัศนคติเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้บิทคอยน์ของชาวอินเดียในปีที่จะถึงนี้เป็นบวก
โดยกล่าวว่า
“ในทางด้านการใช้งาน เราหวังว่าจะได้เห็นผู้ประกอบการร้านค้าในอินเดียรับบิทคอยน์กันมากขึ้น การประกาศยกเลิกธนบัตรจะสามารถช่วยเพิ่มอัตราการใช้งานในหมู่พ่อค้า, ธุรกิจและคนทั่วไปได้เป็นอย่างดี!”
แหล่งที่มา