Subscribe Here

Recent in Sports

Fashion

Travel

Fashion

Ads

Random Posts

Most Popular

Advertise

TRENDING NOW

Litecoin


ในเมืองเจนีวาประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีเงินดิจิตอลสกุลนึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแข่งกับผู้ริเริ่มในวงการอย่างบิทคอยน์ โดยจุดขายของเหรียญที่ว่านี้คือการผูกตัวเองเข้ากับทรัพยากรที่น่าสนใจอย่างน้ำมัน เงินสกุลดิจิตอลที่มีชื่อว่า Bilur ถูกสร้างโดยองค์กรบริหารงบประมาณที่มีฐานในลอนดอนนามว่า R Fintech ทีใช้เทคโนโลยีทันสมัยอย่างบิทคอนย์มาเป็นตัวช่วยเสริม
โดยทางองค์กรได้กำหนดค่าของเหรียญ 1 Bilur ให้เทียบได้กับน้ำมัน Brent ดิบ 6.5 บาร์เรลซึ่งจะมีมูลค่าประมาณ 356 ดอลลาร์ องค์กรน้ำมันที่มีฐานในเท็กซัสนามว่า Hockley ได้ทุมอบน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรลเป็นทุนเป็นการสนับสนุนเหรียญดังกล่าว และยังบอกกับ R Fintech อีกว่าจะเพิ่มให้มากกว่านี้ถ้า Bilur เป็นที่นิยม
เหมือนกับบิทคอนย์ Bilur ก็ใช้เทคโนโลยีบล๊อคเชนเช่นกัน โดยจะมุ่งเป้าที่บุคคลผู้สนใจในการแลกเปลี่ยนเงินดิจิตอล แต่ยังชอบเก็บออมหรือลงทุนในทรัพยากรณ์ที่มั่นคง
ด้วยความเสี่ยงในตอนแรก คงจะไม่มีผู้ขายคนใดมองว่า Bilur จะมีราคาค่างวดแบบเป็นรูปธรรม ซึ่งต่างจากบิทคอยน์ที่ตอนนี้ได้รับการยอมรับโดยผู้รับแลกเปลี่ยนและร้านค้าเกือบทั่วโลก R Fintech บอกว่ามันจะมีมูลค่ามากขึ้นจากการเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการที่จะเรียกเก็บจากผู้ถือ Bilur ประมาณ 3 เปอร์เซ็นทุกๆปี คำว่า “Bilur” เป็นภาษาถิ่นของชาวแบสค์มีความหมายว่า “โซ่” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเทคโนโลยีบล๊อคเชน



นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์สัญชาติอังกฤษนามแฝงว่า MalwareTech นั้นได้ค้นคว้าหาวิธีหยุดการแพร่ระบาดของโปรแกรมเรียกค่าไถ่ WannaCry ที่กำลังระบาดอย่างหนักบนคอมพิวเตอร์ทั่วโลกในขณะนี้ โดยโปรแกรมที่ว่านี้จะทำการเข้ารหัสและล็อกไฟล์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ และบังคับให้เหยื่อจ่ายค่าไถ่เป็นเงิน 300 ดอลลาร์ในรูปแบบของบิทคอยน์เพื่อกู้ไฟล์คืน
WannaCry นั้นสามารถที่จะอาศัยช่องโหว่ทางด้านความปลอดภัยของ Windows เพื่อเข้ามาโจมตีได้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และใช้เครื่องมือในการแฮคที่เชื่อว่าถูกขโมยมาจาก NSA (National Security Agency)
โปรแกรมเรียกค่าไถ่ตัวนี้ระบาดอย่างหนักในเครื่องคอมพิวเตอร์ราวๆ 75,000 เครื่อง รวมทั้งโรงพยาบาล 48 แห่งในประเทศอังกฤษ

การแก้ไขแบบไม่ได้ตั้งใจ

MalwareTech ได้ค้นพบโดเมนเนมที่ยังไม่ได้ถูกซื้อในโปรแกรม WannaCry และทำการซื้อมันมาด้วยราคาเพียงแค่ 10.69 ดอลลาร์ หลังจากนั้นก็ทำการใส่โค้ดลงไป และชี้โดเมนไปยัง sinkhole (เซอเวอร์ที่คอยทำหน้าที่ค้นหาและวิเคราะห์เส้นทางการทำงานของ WannaCry) ซึ่งภายหลังโดเมนตัวนี้ได้กลายเป็นไม้ตายในการเข้าควบคุมเจ้าโปรแกรมเรียกค่าไถ่ตัวนี้โดยสมบูรณ์
ก่อนหน้านี้เจ้าโดเมนตัวนี้ถูกตั้งใจให้ไม่ถูกซื้อและจดทะเบียน เพื่อให้ WannaCry ทำงานได้ปกติ กล่าวโดย MalwareTech
โดเมนเปรียบเสมือนฟีเจอร์ sandbox ที่ระบบรักษาความปลอดภัยใช้ทดสอบโคดใน environment ที่ว่างเปล่า โดยโดเมนที่ทาง MalwareTech ได้ทำการลงทะเบียนไปนั้นถูก ping ไปหาเครื่องคอมที่ตกเป็นเหยื่อในตอนนี้
ดังนั้นโดเมนจึงเปรียบเสมือน anti-sandbox ที่ทางผู้ทำ WannaCry นั้นลืมคิดถึงข้อนี้ไป กล่าวโดย MalwareTech
นาย Cisco Talos รวมถึงบริษัทรักษาความปลอดภัยอื่นๆได้คอนเฟิร์มว่าการโจมตีของ WannaCry ได้สิ้นสุดลงแล้ว ต้องขอบคุณ MalwareTech อย่างไรก็ตามเครื่องคอมพิวเตอร์ที่กำลังตกเป็นเหยื่อของโปรแกรมตัวนี้อยู่ยังไม่สามารถหาวิธีไหนมาแก้ไขได้

Shadow Brokers อยู่เบื้องหลังการโจมตี?

นาย Cisco กล่าวว่าเจ้าโปรแกรมเรียกค่าไถ่ตัวนี้ถูกปลดปล่อยโดย Shadow Brokers หรือกลุ่มนักแฮคที่เชื่อว่าเพิ่งจะใช้เครื่องมือแฮคของ NSA มาไม่นานมานี้
นาย Cisco กล่าวว่าพวกเขาจะพยายามที่จะติดตั้ง WannaCry ลงในคอมพิวเตอร์ของเหยื่อในทุกๆรูปแบบ โดยเฉพาะทาง backdoor ผ่านเครื่องมือที่ชื่อว่า DoublePulsar ที่เพิ่งจะรั่วไหลออกมาจาก Shadow Brokers ไม่นานมานี้ ถ้าหาก backdoor ไม่ได้ถูกเชื่อมโยงกับเครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมายนั้น มันจะทำการหาช่องโหว่ใน Microsoft OS Server Message Block ที่เป็นระบบแชร์ไฟล์ผ่านเน็ตเวิร์ค
เหยื่อหลายๆคนถูกเตือนว่าอย่าจ่ายเงิน 300 ดอลลาร์เด็ดขาด
โดยตอนนี้ทาง Microsoft และบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสได้แนะนำวิธีป้องกัน WannaCry แล้ว
ทาง Microsoft ได้ทำการออกแพทช์สำหรับ Windows XP ที่ก่อนหน้านี้ทาง Microsoft หยุดให้การซัพพอร์ทไปแล้ว รวมไปถึงการแนะนำให้ปิดการใช้งาน SMBv1 โพรโตคอล
ส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งวินโดวส์เวอชั่นล่าสุดนั้นถือว่าปลอดภัยจากการถูกโจมตี


ออสเตรเลียได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะใช่บิทคอนย์ “เหมือนเงินจริง” ในปีนี้และจะไม่มีการตรวจว่าเก็บภาษีสองเท่า
ในการสรุปงบประมาณของปี 2017-2018 รัฐบาลออสเตรเลียมีแผนที่จะ “ทำให้ง่ายดายขึ้น” สำหรับบริษัทที่ต้องการจะทำธุรกิจเกี่ยวกับบิทคอยน์ในประเทศ โดยจะทำการแก้ไขช่วงโหว่ด้านภาษีการค้าที่ก่อนหน้านี้มีปัญหาซึ่งส่งผลให้ทางบริษัทต้องจ่ายภาษีมากกว่าหนึ่งครั้ง
“รัฐบาลจะทำให้ธุรกิจเทคโนโลยีเงินดิจิตอลเพื่อการขับเคลื่อนประเทศมีความง่ายดายยิ่งขึ้น” โดยสรุป
“ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม การซื้อเงินดิจิตอลจะไม่ถูกตรวจสอบภาษีการค้า การอนุญาติให้เงินดิจิตอลจะถูกใช้เหมือนเงินจริงเพื่อจุดประสงของภาษีการค้า ในขณะนี้ผู้บริโภคที่ใช้เงินดิจิตอลต้องเสียภาษีการค้าสองครั้ง ครั้งแรกคือเมื่อซื้อเงินดิจิตอล และอีกครั้งเมื่อใช้มันสำหรับแลกสินค้าและบริการ”
ออสเตรเลียมีปัญหาเกี่ยวกับกฎข้อบังคับของเงินดิจิตอลจนกระทั้งไม่นานมานี้ ข้อสรุปที่ว่าเก็บภาษีสองครั้งเดิมทีเกิดจาก การที่มีผู้ที่ดำเนินการที่เป็นที่รู้จักหลายคนออกจากประเทศเมื่อปี 2014 ในขณะที่เทคโนโลยีเริ่มตามหลังตลาดที่ธุรกิจกำลังมีอิสระที่มากขึ้น
นวัตกรรมการเงินที่เกี่ยวกับบล๊อคเชนแผ่กระจายไปทั่วในปีนี้ และลักษณะงบประมาณที่ตัดออกมาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแว้ดล้อมของออสเตรเลีย “นวัตกรรมจะขับเคลื่อนการเติบโตของกำลงการผลิตในออสเตรเลีย” ยังคงดำเนินต่อไป
“รัฐบาลยืนยันว่าจะทำให้เห็นว่าออสเตรเลียจะเป็นผู้นำโลกในเรื่องเทคโนโลยีการเงิน และจะมุ่งเป้าให้ธุรกิจนวัตกรรมการเงินท้องถิ่นเป็นผู้นำระดับโลก”

ทีมนักพัฒนาระดับนานาชาติได้ประกาศว่าพวกเขาเปิดตัวเงินดิจิตอลสกุลใหม่ในวันที่ 7 มิถนายน หลังจาก การเปิดขายก่อนกำหนด ซึ่งเคลมว่าถูกออกแบบมาเพื่อการทำธุรกรรมที่ไม่สามารถติดตามและไม่ระบุตัวตนแก่ผู้ใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
INTCoin อ้างว่าจะเป็นรุ่นถัดไปของเงินดิจิตอลที่มีพื้นฐานจากบล๊อคเชน ที่ใช้ข้อได้เปรียบของเทคโนโลยีบล๊อคเชนที่ให้ความปลอดภัยและไม่เปิดเผยตัวตนแก่ผู้ใช้ ด้วย 50 ทรานแซคชั่นใน 1 วินาที
Alessio Evers ผู้พัฒนาหลักของ INTCoin ได้ให้สัมภาษณ์กับ Cointelegraph ว่าเหตุใดถึง INTCoin ถึงถูกสร้างขึ้นมา
“เราคิดว่าความปลอดภัยคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของเงินดิจิตอล แต่มีโปรเจคอื่นๆอีกมากมายที่ให้บริการแก้ไขปัญหาที่ไม่มีอยู่จริงและละเลยสิ่งนี้ไป” Alessio กล่าวว่า “จากมุมมองของเรา เราคิดว่าข้อมูลการชำระเงินส่วนตัวของผู้ใช้ จะต้องเป็นส่วนตัวในทุกๆด้าน”
ก่อนที่ INTCoin จะเปิดตัว ทีมได้จัดการขายก่อนกำหนดถึงสามครั้ง ครั้งแรกได้จบแล้ว ขณะที่ครั้งที่สองเพิ่งจะจบลงเมื่อ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ และครังที่สามจะจบลงเมื่อ 5 มิถุนายน ในขณะที่รายงานข่าวเหรียญ cryptocurrency อยู่นี้ เหรียญ INTCoin ได้ถูกซื้อไปแล้ว 1,701,874.45 เหรียญ ในราคา 2799 INT ต่อ 1 BTC

ไม่เปิดเผยอย่างสมบูรณ์

ในระหว่าช่วงการขายก่อนกำหนด ทีมหวังว่าจะขายได้ประมาณ 5 ล้านเหรียญ ซึ่งเงินที่ได้จากการขายก่อนกำหนดจะนำไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีตอนที่เปิดตัวและเพื่อพัฒนาทีม
หนึ่งในจุดขายที่ผู้สร้าง INTCoin เน้นถึงคือ AniNote protocol ซึ่ง Alessio กล่าวว่า มันคือเวอชั่นที่ถูกปรับปรุงของ CryptoNote protocol ซึ่งมีฟังชั่นที่ช่วยให้เหรียญคริปโตที่ถูกขุดออกมานั้นมีความไร้ตัวตนโดยสมบูรณ์ในแบบที่มันควรจะเป็น
ยังมีเหรียญคริปโตอีกเหรียญนามว่าMonero ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่การพัฒนา หนึ่งในเงินดิจิตอลที่ใช้ CryptoNote รวมถึง Dash
Monero ซึ่งถูกคิดว่าว่าเป็นที่นิยมในวงการเงินดิจิตอลเพราะมันมี feature ความเป็นส่วนตัวที่เฉพาะตัวที่ทำให้ไร้ตัวตนโดยสมบูรณ์และแทบจะไม่สามารถติดตามได้ อย่างไรก็ตามการอัพเดทลายเซ็นใน CryptoNote Protocol ทำให้ ความเป็นไปได้ในการระบุตัวตนผู้ใช้งานบน AniNote นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
จากการสัมภาษณ์ของ Cointelegraph กับนาย Mikhael Klirond จาก INTCoin บอกว่าเงินสกุลนี้แตกต่างจากเงินสกุลอื่นอย่าง Monero เพราะมันใช้ประโยชน์จากลายเซ็นต์หลายช่อง (multichannel signature)
“ระบบ multichannel signature ทำให้ node หลายๆตัวสามารถทำงานร่วมกันได้สำหรับการผสมเหรียญ อีกทั้งยังสามารถผสมผสานขั้นตอนที่ซับซ้อนในการช่วย sign ให้ผู้ใช้งานแค่คนเดียว”
Mikhael บอกว่า “ความเจ๋งของมันคือมันสามารถทำให้ระดับของการผสมเหรียญอยู่ในระดับสูงสุด โดยมี node หลักๆอีกหลายๆตัวมาทำงานด้วย”

ความคุ้มค่าสำหรับผู้ขุดและความง่ายต่อผู้ใช้

ในขณะที่มีเหรียญ altcoins อยู่มากมายบนตลาดแล้ว ทีมของเขากำลังทำงานและวางแผนการเปิดตัวของ INTCoin อย่างจริงจัง และเชื่อว่าผลงานของเขาจะมอบความสะดวกสบายและการเข้าถึงสำหรับผู้ใช้และผู้ขุดตามแบบที่พวกเขาต้องการ
ทีมที่จัดตั้งขึ้นโดยนักพัฒนามากมายที่มีประสบการณ์ในการให้บริการเทคโนโลยีทางการเงินแก่วงธนาคารเอกชนในเอเชียตะวันออก พวกเค้าวางแผนที่จะใช้วิธีในการเพิ่มมูลค่าของเหรียญโดยการผสมผสานระหว่างอัลกอริทึ่ม proof-of-stake (PoS) และ proof-of-work (PoW) ที่สอดคล้องกันในการมอบ reward ที่เหมาะสมแก่ผู้ขุดโดยทุกๆบล๊อคจะถูกสร้างทุกๆ 45 – 55 วินาที
ทีมพัฒนาพยายามทำให้ process ในการกลายเป็นผู้ถือ proof-of-stake หรือ POS holder ให้ง่ายขึ้นโดยการลดข้อบังคับในการถือเหรียญลง นอกจากนี้ยังเชื่อและหวังว่าสกุลเงินที่ไม่เปิดเผยตัวตนจะดึงดูดผู้ใช้ที่เสาะหาความเป็นส่วนตัวในการใช้เงินดิจิตอล และนั่นจะช่วยเพิ่มมูลค่าของมัน
ตามข้อจำกัดของ INTCoin หลังจาก 70 ปีผ่านไปจะมีเหรียญออกมาประมาณ 91 ล้านเหรียญ นาย Mikhael อธิบายว่า รางวัลของ ผู้ขุดแบบ PoW จะมีประมาณ 47 เปอร์เซ็นต์หรือ 42.7 ล้านเหรียญ งบประมาณตั้งต้นจะเป็น 4.5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเหรียญทั้งหมดและการเพิ่มงบประมาณจะทำให้มันกลายเป็น 8.5 เปอร์เซ็นต์
ตามที่ Mikhael บอกนั้น เหรียญที่ออกมาจะลดลง 3 เปอเซ็นทุกๆ 180 วันและ 5.9 เปอเซ็นต่อปี
“การลดรางวัลอย่างอัตราคงที่เป็นรูปแบบที่ดึงดูดทั้งผู้ขุดและผู้ถือ” เขากล่าว “มันจะทำให้ง่ายขึ้นในการที่จะทำนายความน่าจะเป็นของรางวัลสำหรับผู้ขุดหนึ่งคนและจะไม่มีความไม่สมดุลหรือการรวมศูนย์กลาง (Centralized) ในการขุดหลังจากการแบ่งรางวัล หรือการลดรางวัลแบบปุปปัปในแต่ละช่วง ”

ไม่มีปัญหาเรื่องความยืดหยุ่น

ต่างจากบิทคอยน์ที่ขณะนี้กำลังมีปัญหาเรื่องความยืดหยุ่นที่ทำให้ ชุมชนแตกความเห็นเป็นสองด้าน INTCoin จะไม่มีปัญหานี้ในอนาคต INTCoin เข้าใจถึงปัญหาความยืดหยุ่นของบิทคอนย์ที่พยายามเพิ่มปริมาณการทำธุรกรรมในเน็ตเวิร์คไปสู่ 42-50 ธุรกรรมต่อวินาที Klirond กล่าว
“ในช่วงหลายปีถัดไปของการพัฒนา INTCoin พวกเราไม่จำเป็นต้องขยายขนาดของเน็ตเวิร์ค โดยการทำ sidechains เพิ่มขนาดบล๊อค ใช้ช่องทางในการชำระเงิน หรือวิธีใดๆเลย” เขากล่าว
สำหรับผู้ที่มีความสนใจอยากจะซื้อ INTCoin นั้นสามารถเข้าไปซื้อได้ที่นี่


กฎหมายใหม่เกี่ยวกับการซื้อขายแลกเปลี่ยนบิทคอยในประเทศจีนที่จะครอบคลุมเว็บเทรดทุกเว็บที่เปิดให้บริการในประเทศจีนเตรียมคลอดออกมาภายในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ อ้างอิงสำนักข่าวจีน Caixin นั้นได้ระบุว่าธนาคารกลางแห่งประเทศจีน (PboC) นั้นกำลังเตรียมร่างกฎหมายและแนวทางสำหรับเว็บผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนบิทคอยในประเทศจีนเพื่อให้สอดคล้องกับกฏหมายเกี่ยวกับการป้องกันการฟอกเงินและสิทธิผู้บริโภค
โดยผู้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการเงินในประเทศจีนนั้นได้เผยว่าขั้นตอนการตรวจสอบเว็บเทรดบิ๊ก 3 ในจีนอย่าง OkCoin, BTCChina และ Huobi นั้นใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ขั้นตอนที่เหลือคือการออก “บทลงโทษ” ต่อเว็บเทรดต่างๆที่ทำผิดกฎ ซึ่งจะส่งผลให้เว็บเหล่านั้นต้องถูกปรับ
มากไปกว่านั้น ผู้ใช้งานทุกคนในเว็บเทรดของประเทศจีนทุกเว็บจะต้องยืนยันตัวตนแบบเต็มรูปแบบให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนที่จะทำการเทรดและถอนเงินของพวกเขาออกจากเว็บ โดยในส่วนนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือเพื่อป้องกันการฟอกเงินนั่นเอง

ปีที่น่าสนใจของบิทคอยในจีน

สำหรับนักเทรดบิทคอยในจีนนั้น ปีนี้ถือเป็นปีที่มีความน่าสนใจมากกว่าปีที่ผ่านๆมา อย่างแรกคือราคาของบิทคอยน์ที่พุ่งทะลุ 1,000 ดอลลาร์เป็นครั้งในรอบสามปีเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2017 และหลังจากนั้นภายในสัปดาห์เดียวกัน เว็บเทร็ดบิ๊ก 3 อย่าง OkCoin, BTCChina และ Huobi ก็ถูกทาง PBoC ประกาศว่าจะเข้าตรวจสอบว่าทางเว็บเทรดนั้นเปิดให้บริการโดยผิดกฏหมายหรือไม่

นักเทรดในจีนยังไม่สามารถถอนเงินออกมาได้

ในขณะที่กฎหมายใหม่ที่กำลังจะออกมาในไม่ช้านี้อาจจะช่วยทำให้การเทรดบิทคอยน์ในประเทศจีนถูกควบคุมให้อยู่ในลู่ทางมากขึ้น หลายๆฝ่ายออกมาคาดหวังว่าทางรัฐบาลจะอนุญาตให้ทางเว็บเทรดเปิดให้บริการถอนเงินออกจากเว็บเทรดได้ในเร็วๆนี้
สิ่งหนึ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งคือ ถึงแม้ว่านักเทรดในจีนจะไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ แต่ราคาในเว็บเทรดจีนทุกเว็บนั้นกลับพุ่งขึ้นแบบไม่น่าเชื่อ โดยในสัปดาห์ที่แล้วราคาของบิทคอยน์ในจีนนั้นกลับวิ่งตามราคาโลกไปอยู่ที่ 11,000 หยวนต่อ 1 บิทคอยน์

นขณะที่ธนาคารที่ยังล้าหลังทั่วโลกกำลังพยายามค้นหาวิธีที่จะเอาชนะบิทคอยน์ ตั้งแต่คิดค้นผลิตบล็อกเชนของตัวเองขึ้นมา ไปจนถึงออกกฎหมายทางด้านการเงินที่เข้มงวดออกมาต่างๆมากมาย แต่อย่างน้อยก็ยังมีอีกหนึ่งธนาคารที่หันมาโอบกอดบิทคอยน์แทน
ธนาคาร Norwegian Skandiabanken นั้นกำลังเตรียมตัวออกผลิตพันธ์บริการใหม่ที่จะสามารถทำให้ลูกค้าสามารถเปิดบัญชีกระเป๋าบิทคอยน์กับธนาคารได้, สามารถที่จะตรวจสอบยอดจำนวนบิทคอยไปพร้อมๆกับยอดเงินในบัญชีธนาคารไปได้พร้อมๆกัน อ้างอิงจากสำนักข่าวในประเทศ E24

ทคโนโลยีบล็อกเชนและธนาคาร

เมื่อไม่นานมานี้ช่วงต้นปี มีบริษัทผู้เชี่ยวชาญทางด้านฟินเทคนามว่า PricewaterhouseCoopers ได้ออกรายงานเกี่ยวกับฟินเทคทั่วโลก โดยรายงานฉบับนี้มีแหล่งอ้างอิงจากการเก็บกลุ่มตัวอย่างจากผู้บริหารทางด้านการเงินราวๆ 1,300 คน โดยแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนนั้นกำลังไปได้สวย ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายมาพยายามสกัดกั้นก็ตาม โดยไม่ได้มีเพียงแต่ธนาคารรายใหญ่เท่านั้น แต่ก็ยังมีบริษัททางด้านการเงินอีกหลายๆแห่งพยายามที่จะหาวิธีกระโดดเข้ามาหาลู่ทางทำธุรกิจในวงการนี้ด้วยเช่นกัน อันที่จริงแล้ว มีราวๆ 77% ของกลุ่มตัวอย่างที่มีความประสงค์อยากจะปรับเปลี่ยนและอัพเกรดระบบของพวกเขาให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีบล็อกชเนได้ภายในปี 2020
ธนาคาร Skandiabanken ได้เข้าร่วมกลุ่มธนาคารระดับโลกอื่นๆอีกมากมายในการทดสอบใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนที่ว่านี้ ถึงแม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกของพวกเขาในการเข้ามารู้จักกับ cryptocurrency เหล่านี้เมื่อไม่นานมานี้เอง โดยยังมี R3 ที่เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่เป็นผู้ให้บริการทางด้านเทคโนโลยี ledger รวมไปถึงสมาชิกสำคัญอย่างธนาคารใหญ่ๆระดับโลกเช่น JP Morgan, UBS, Santander Bank, CME Group และ Goldman-Sachs ที่หันมาสนใจเทคโนโลยีบล็อกเชนอีกด้วย

บิทคอยในประเทศนอร์เวย์

การประกาศการซัพพอร์ทบิทคอยของธนาคารในประเทศนอร์เวย์นั้นส่งผลให้กลุ่มผู้ใช้งานบิทคอยในประเทศนอร์เวยเกิดความครึกครื้น นาย Christoffer Hernaes หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมและการพัฒนาของ Skandianbanken ได้ให้สัมภาษณ์กับ E24 ว่า “เราทราบดีว่าบิทคอยน์เป็นอะไรบางอย่างที่ผู้คนอยากจะหันมาลงทุนกับมัน เราคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าที่จะหันหน้าเข้าหามัน มากกว่าที่จะคิดว่านี่เป็นเรื่องบ้าบอ”

โดยในขณะที่กำลังรายงานข่าวบิทคอยน์อยู่นี้ ผู้ใช้บริการของ Skandiabanken สามารถที่จะเชื่อมต่อกับบริการกระเป๋าบิทคอยน์อื่นๆอย่างเช่น Coinbase เข้ากับหน้า dashboard ของเว็บธนาคาร ซึ่งพวกเขาสามารถที่จะมองเห็นจำนวนบิทคอยน์ของพวกเขาในบัญชี อย่างไรก็ตาม ธนาคารกำลังวางแผนที่จะเพิ่มฟีเจอร์กระดานซื้อขายเข้าไปในระบบในอนาคตอันใกล้นี้

ราคาบิทคอยพุ่งขึ้นจนทะลุ 1500 ดอลลาร์ต่อ 1 บิทคอยแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยตัวแปรหลักๆนั้นสามารถคาดการณ์ได้จากปัจจัยหลายปัจจัยต่าง ๆ
โดยราคาเจ้าเหรียญตัวนี้ได้เพิ่มมามากกว่า 7% ตั้งแต่เริ่มสองวันแรกของเดือนพฤษภาคมมานี้
สาเหตุหลักๆของการขึ้นของราคานั้นมาจากเทรดเดอร์ในประเทศญี่ปุ่นที่มีมากขึ้น และเว็บ bitFlyer สัญชาติที่เรียกได้ว่าเป็นเว็บผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้
สถิติปัจจุบันได้แสดงให้เห็นว่าค่าเงินเยนของญี่ปุ่นนั้นเป็นคิดเป็น 52.35% ของโวลลุ่มในการเทรดบิทคอยเมื่อ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยมี ดอลลาร์เป็น 28.12%, เงินหยวน 8.23%, เงินยูโร 4.92% และเงินวอน 2.9%
การเพิ่มขึ้นของราคานั้นได้แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการเทรดที่มีความผันผวนสูง โดยมูลค่าตลาดรวมนั้นสูงเกือบถึง 700 ล้านดอลลาร์ อ้างอิงจาก CoinMarketCap

บิทคอยดึงความสนใจจากนักลงทุน

เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกกำลังหลั่งไหลมาสู่บิทคอย
นาย Brian Kelly ผู้ก่อตั้ง Brian Kelly Capital นั้นเพิ่งจะเริ่มเปิดตัวบริษัททุนในรูปแบบดิจิตอลสำหรับนักลงทุนนอกประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนกระเป๋าหนาที่เป็นบริษัทสำหรับเทรดค่าเงินดิจิตอลโดยเฉพาะ
นาย Brian ได้กล่าวว่าสินทรัพย์ดิจิตอลเหล่านี้คือ “เงินจริง” ที่ใช้กันบนอินเทอร์เนต
อีกตัวแปรสำคัญหนึ่งเกี่ยวกับการขึ้นของราคาที่นาย Brian ได้ทิ้งท้ายไว้นั่นก็คือการต่อต้าน Bitcoin Unlimited ของกลุ่มผู้ใช้งานบิทคอยน์ที่อาจลงเอยด้วยการแบ่งแยกบิทคอยออกให้กลายเป็นสองเหรียญ โดยในขณะนี้กระแสของผู้ใช้งานส่วนใหญ่ต้องการให้อัพเกรด Bitcoin Core มากกว่าที่จะใช้ Bitcoin Unlimited

ราคาของ Altcoins ที่มากขึ้น

นักวิเคราะห์จากหลายๆฝ่ายได้ชี้ถึงความสนใจของนักลงทุนต่อเหรียญ altcoin อื่นๆอย่างเช่น Ethereum ที่ราคาเพิ่งจะถึงจุดพีคมาเมื่อไม่นานนี้ โดยมีสาเหตุมาจากความต้องการที่มีมากขึ้น โดยเจ้าเหรียญ altcoin เหล่านี้มักจะถูกซื้อและขายกับบิทคอย
ราคาเหรียญ Ethereum นั้นเพิ่งจะวิ่งไปแตะจุดสูงสุดแห่งใหม่เมื่อไม่นานมานี้ โดยข้ามผ่านไปที่ 80 ดอลลาร์ อ้างอิงจาก NASDAQ เมื่อสองเดือนที่แล้วมันยังมีราคาเพียงแค่ 15 ดอลลาร์ต่อเหรียญเท่านั้น
ส่วน Litecoin หรือเหรียญ altcoin รุ่นเก๋าก็ไม่น้อยหน้า ราคาของมันเพิ่งจะพุ่งขึ้นได้ไม่นานหลังจากที่มีการประชุมเรื่อง SegWit ในกลุ่มบิทคอย โดยภายในเมื่อ 30 วันที่ผ่านมานั้น ราคาของเหรียญ Litecoin ได้เพิ่มขึ้นจาก 6.74 ดอลลาร์ไปสู่ 15 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา

อะไรทำให้ผู้คนในญี่ปุ่นเริ่มหันมาเทรดเหรียญคริปโต

รายงานฉบับหนึ่งจากสำนักข่าว Nikkei ได้เผยให้เห็นว่ามีราวๆ 18 บริษัทในญี่ปุ่นที่กำลังเตรียมตัวยื่นขอใบอนุญาตจากรัฐบาลเพื่อเปิดให้บริการรับแลกเปลี่ยนบิทคอยในญี่ปุ่น โดยมีราวๆ 10 กว่าบริษัทที่เป็นน้องใหม่ในวงการ และกำลังแสวงหาโอกาสในการกระโดดก้าวเข้ามาเพื่อทำกำไรกับธุรกิจนี้
การเทรดค่าเงินระหว่างเงินเยนและบิทคอยน์ได้ทำให้ประเทศญี่ปุ่นออกภาษีสำหรับการซื้อสินค้าด้วยบิทคอยน์ถึง 8% ตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยทางการญี่ปุ่นกำลังวางแผนที่จะยกเลิกภาษีศุลกากรโดยจะมีผลในเดือนกรกฏาคมที่จะถึงนี้

Latest in Sports

cryptocurrencies

Facebook

Business